วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

10 เรื่องที่คาดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องจริง


1.การแลบลิ้นให้น้ำลายยืดลงพื้น 3 หยดจะแก้เผ็ดได้ จริงหรือ

เฉลย : จริง
อาการ เผ็ดเกิดจากสารที่ชื่อ แคปไซซิน ที่อยู่ในพริกเข้าไปจับกับปลายประสาทรับรถที่ลิ้น ร่างกายจะก็จะแสดงปฎิกริยาโดยขับน้ำลายออกมาชะล้างเอาเจ้าสารนี้ออกไป

2. ดูดนมยางของเด็กทารกตอนนอนจะแก้อาการนอนกรนได้ จริงหรือ

เฉลย: จริง
การคาบหรืออมนายางของเด็กทารกไว้ในปากจะทำให้ลิ้นในปากอยู่นิ่ง ก็จะพลอยให้เนื้อเยื่อของเพดาน
ไม่กระเทือนสั่นไหว ขึ้นจึงไม่เกิดอาการกรนและไม่นอนอ้าปากอีกด้วย

3. การสูดกลิ่นตัวผู้ชายทำให้หายเครียดได้ จริงหรือ

เฉลย: จริง
เพราะ กลิ่นตัวผู้ชายที่เป็นคนรักนั้นมีสาร ฟีโรโมน ผสมอยู่โดยเฉพาะในผมและผิวของเขา เมื่อสูดดมแล้วจะช่วยลดอาการเครียดและเหนื่อยล้าลงได้

4. แอปเปิ้ลผลิตกระแสไฟฟ้าได้ จริงหรือ

เฉลย: จริง
ถ้า เสียบแผ่นสังกะสี และแผ่นทองแดง กรดในแอปเปิ้ลจะทำให้เกิดการแตกตัวของไอออน ทำให้ลูกแอปเปิ้ลเป็นเหมือนแบตเตอรี่ ซึ่งผลไม้ชนิดอื่นเช่น มะนาว เกรปฟรุ๊ต หรือมันฝรั่ง ก็ทำได้เช่นกัน

5. ปัสสาวะมนุษย์ใช้ทำยาสีฟันในสมัยโบราณ จริงหรือ

เฉลย: จริง
โดย แพทย์ชาวโรมันเชื่อว่า ปัสสาวะมนุษย์ มีคุณสมบัติทำให้ฟันขาว และแข็งแรง ยาสีฟันในยุคดังกล่าว จึงเป็น น้ำยาบ้วนปากที่ทำจากปัสสาวะมนุษย์

6. วัวกระทิงเกลียดสีแดง จริงหรือ

เฉลย: ไม่จริง
เพราะ วัวเป็นสัตว์ตาบอดสี ไม่สามารถแยกแยะสีต่างๆ ได้ แต่การที่วัวเมื่อถูกล่อด้วยผ้าแดงเหมือนในสนามสู้วัว แล้วก็พุ่งเข้าใส่นั้น เป็นเพราะความรำคา­ และเพราะถูกยั่วยุมากกว่า

7. เพชรแท้จะไม่ติดสีหมึก จริงหรือ 

เฉลย: จริง
การ ทดสอบดูเพชรแท้นั้น ให้ป้ายน้ำหมึกสีดำไปบนเพชร ถ้ามีความลื่นออก ไม่ติดอยู่บนเพชร แสดงว่าเป็นเพชรแท้ แต่ถ้ายังมีจุดดำตรงที่แต้มอยู่ ก็แสดงว่าเป็นเพชรเทียม

8. การทะเลาะกันทำให้แผลหายช้า จริงหรือ 

เฉลย : จริง
เพราะ ความเครียดที่เกิดขึ้น ทั้งระหว่าง และหลังจากการทะเลาะกัน จะส่งผลให้ร่างกายลดการผลิตโปรตีนเม็ดเลือด ที่มีประโยชน์ต่อการรักษาบาดแผล หรือส่วนที่สึกหรอในร่างกายให้น้อยลงทำให้บาดแผลต่างๆ หายช้า

9. แสงแดดอ่อนๆ ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้ จริงหรือ

เฉลย : จริง
เพราะ แสงแดดอ่อนๆ จะช่วยลดการสร้างฮอร์โมน เมลาโตนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ ถ้าหากเก็บตัวอยู่แต่ในที่?ืดจะทำให้ฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการง่วง เหงา ซึมเซาได้

10. การฟังเพลงช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้ จริงหรือ

เฉลย : จริง
เพราะการฟังเพลงทำให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟินส์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนสร้างความสุขออกมา ช่วยลดความดันโลหิต และ บรรเทาอาการปวดข้อลงได้ 


ข้อมูลจาก http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1555139

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

5 เมนูอาหารที่อันตรายที่สุดในโลก


แลดูเหมือนน่ากินหรอ ???
1 ปลาปักเป้า หรือปลาฟุกุ เมนูท้าตายอันดับแรกนี้ส่งตรงมาจากญี่ปุ่น
เป็นเมนูที่เรียกว่า ต้องผ่านการแล่เนื้อ โดยเชฟที่มีความชำนาญโดยเฉพาะเท่านั้น
จึงจะสามารถนำมารับประทานได้ เพราะตลอดทั้งลำตัวของปลาปักเป้านี้
จะมีสาร เตโตรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) ซึ่งมีอันตรายร้ายแรงกว่าไซยาไนด์ถึง 1,250 เท่า
กระจายอยู่ทั่วตัว และที่สำคัญ พิษนี้ไม่สลายตัวเมื่อถูกความร้อนด้วย !!
ดังนั้น ผู้ที่อยากจะลองเอาปลาปักเป้ามาปรุงอาหารเองนั้น
อย่าได้หวังว่าจะมีชีวิตอยู่ เพื่อลิ้มลองรสชาติของมันอีกครั้ง
เพราะถ้าหากพลาดไปเพียงนิดเดียว ..
คุณก็จะเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน คลื่นไส้อาเจียน หายใจติดขัด o~o
และมีแนวโน้มจะเสียชีวิต หากไม่ได้รับการนำส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ ประเทศญี่ปุ่นจึงออกกฏหมายให้เฉพาะพ่อครัวที่มีใบอนุญาตเท่านั้น
ที่สามารถชำแหละเนื้อปลาปักเป้าเพื่อนำมาทำเป็นอาหารได้

  
แบบว่าไปหารูปของเมนูอาหาร แล้วทำใจไม่ไหวจริงๆ เจ้าค่ะ เอาแบบการ์ตูนไปละกันนะคะ TT"
2 สมองลิง ^~^" เราอาจเคยเห็น และได้ยินมาบ้างแล้วในสารคดี
แถมเห็นเค้าทานกันจริงๆ ด้วย )~(" เมนูนี้พบได้ในแถบประเทศจีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย
แต่มันเป็นเมนูที่เสี่ยงมากๆ !! ผู้ที่นำสมองลิงมาปรุงอาหารต้องแน่ใจว่าลิงไม่ได้มีเชื้อวัวบ้าอยู่
ไม่อย่างนั้นผู้ที่ทานเข้าไปอาจจะติดเชื้อวัวบ้า และเสียชีวิตในเวลาต่อมาได้อย่างง่ายดาย
มันคือ ชีส ชนิดนึงเนี่ยแหละ แต่เป็นชนิดที่แปลกไปหน่อยจริงๆ
3 ชีสหนอน หรือ คาสุ มาร์ซู (Casu Marzu) อย่าเพิ่งคิดว่าเมนูนี้ไม่มีอยู่จริงในโลก
มันเป็นชีสนมแกะ สูตรดั้งเดิมของชาวเกาะซาร์ดิเนียในอิตาลี

ได้มาจากการนำชีสไปวางให้แมลงวัน Piophila casei มาไข่ใส่ o.O
จากนั้นก็หมักชีสด้วยตัวอ่อนของแมลง O.O"
ภายในมีรูพรุน อันอุดมไปด้วย "หนอนแมลงวัน"
หากแปลตรงตัว "คาสุ มาร์ซู" จะหมายถึง "ชีสเน่า" ~
หรือที่เรียกว่า "ชีสหนอน" ก็เพราะภายในชีส จะมีหนอนตัวขาวใส
ความยาวประมาณ 8 ม.ม. ดิ้นดุ๊กดิ๊ก อยู่ภายในเป็นจำนวนมาก
หนอนเหล่านี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเร่งกระบวนการหมักให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และทำให้ไขมันแตกตัว
กล่าวกันว่า.. ชีสชนิดนี้มีความอ่อนนุ่มมาก เนื่องจากมีของเหลวแทรกซึมอยู่ในเนื้อชีส
แต่จะต้องรีบทานในขณะที่หนอนยังมีชีวิตอยู่ O.O" เพราะถ้ารอให้หนอนตายก่อน
ชีสก้อนนั้นจะถือว่าเป็นอาหารมีพิษทันที !!

แต่การทานนั้นค่อนข้างเสี่ยง เพราะหนอนเหล่านี้ เมื่อเข้าไปในลำไส้แล้ว
อาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวดในลำไส้ อาเจียนเป็นเลือด ท้องเสียเรื้อรัง และอาจช็อกถึงตายได้
ถ้ายังยี้ไม่พอ ขอบอกว่า... ถ้าใครเอามือไปโดน หรือเอาอะไรเขี่ยหนอนที่อยู่ในชีส
พวกมันจะกระโดดใส่ทันที (หนอนพวกนี้สามารถดีดตัวได้สูงถึง 15 ซ.ม.)
ซึ่งถ้าหากไม่ระวังล่ะก็ อาจกระเด็นเข้าตาได้
ด้วยเหตุนี้จึงมีบางคนนำชีสไปล้างก่อนรับประทาน
ขณะที่บางคนใช้ถุงพลาสติกปิดคลุมไว้ก่อน เพื่อให้หนอนขาดออกซิเจนและอ่อนแรง
ก่อนที่จะตายในที่สุด แต่วิธีหลังถือว่าอันตราย
เพราะอาจทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ อย่างที่บอกไป (ต้องกินเป็นๆ ไม่เป็นพิษ = =")

ปัจจุบัน ชีสหนอนถูกจัดเป็นอาหารผิดกฎหมาย แต่ถูกยกเว้นในเกาะซาร์ดิเนีย
เพราะถือว่าเป็นอาหารท้องถิ่นที่มีมานานหลายร้อยปี

  
สาวกเกาลีคงเห็นเมนูจานนี้บ่อยๆ ตามรายการวาไรตี้ที่เราดูกัน ^~^"!
4 ซันนักจิ (Sannakji) หรือปลาหมึกสดราดซอส
เป็นหมึกยักษ์สดตัวเล็ก ที่ชาวเกาหลีนิยมนำมาทาน วิธีทำก็ง่ายๆ
ด้วยการนำหมึกมาพันไม้ทั้งเป็น แล้วจิ้มน้ำจิ้มทานเลย
หรือ แค่นำปลาหมึกเป็นๆ มาหั่น ราดด้วยน้ำมันงาแล้วเสิร์ฟทันที
ขณะที่อยู่ในจาน หนวดปลาหมึกจะยังคงดิ้นดุ๊กดิ๊ก ~
และดูดติดกับจาน หรืออะไรก็ตามที่เข้าไปสัมผัส
ดังนั้น เวลารับประทาน จึงต้องใช้ความพยายามในการคีบมากเป็นพิเศษ
และต้องต่อสู้กับหนวดปลาหมึกเล็กน้อย (อาจนึกภาพออก ถ้าได้ดูในภาพยนตร์เรื่องกวน มึน โฮ ^^")
สำหรับการเคี้ยวนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะหมึกสดจะมีความเหนียว และยังดิ้นยั้วเยี้ยอยู่
เป็นอีกเมนูที่อันตรายมาก เคยเกิดเหตุการณ์หมึกติดคอผู้ลิ้มลอง
จนขาดอากาศหายใจตายมาหลายคนแล้ว ป๊าดดดด ~
(เห็นในรายการเกาหลีบ่อยๆ ที่เค้ากินกัน ไม่ยักรู้ว่ามันอันตรายขนาดด !!)
แต่คงไม่มีใครไปดื่มนมที่ยังไม่ได้พาสเจอร์ไรซ์ หรอกมั้ง นึกภาพแบบว่า ดื่มจากเต้าแม่วัว เอิ่มม คงไม่มีๆ -*-
5 นมโค ที่ไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์ !!
เพราะกระบวนการพาสเจอไรซ์นั้นเป็นกระบวนการฆ่าเชื้อ ทำลายยีสต์รา และแบคทีเรีย
ที่มีอยู่ในนมทั้งหมดออกไป โดยไม่ทำให้รสชาติของนมเสีย
ดังนั้น การดื่มนมโคสดๆ ที่ไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์
จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคจากวัวได้อย่างง่ายๆ ซึ่งมันอาจไม่ทำให้ผู้ดื่มถึงตาย
แต่ก็เจ็บป่วยอย่างไม่คุ้มกันเลยล่ะ


ขอขอบคุณเจ้าของข้อมูลค่ะ ^^ http://numkhingzz.exteen.com/20120625/5-menu-dangerous

ทฤษฎีบทพีทาโกรัส


ในวิชาคณิตศาสตร์ ทฤษฎีบทพีทาโกรัส แสดงความสัมพันธ์ในเรขาคณิตแบบยุคลิด ระหว่างด้านทั้งสามของสามเหลี่ยมมุมฉาก กำลังสองของด้านตรงข้ามมุมฉากเท่ากับผลรวมของกำลังสองของอีกสองด้านที่เหลือ ในแง่ของพื้นที่ กล่าวไว้ดังนี้
ในสามเหลี่ยมมุมฉากใด ๆ พื้นที่ของสี่เหลี่ยมที่มีด้านเป็นด้านตรงข้ามมุมฉาก เท่ากับผลรวมพื้นที่ของสี่เหลี่ยมที่มีด้านเป็นด้านประชิดมุมฉากของสามเหลี่ยมมุมฉากนั้น
ทฤษฎีบทดังกล่าวสามารถเขียนเป็นสมการสัมพันธ์กับความยาวของด้าน a, b และc ได้ ซึ่งมักเรียกว่า สมการพีทาโกรัส ดังด้านล่าง[1]
a^2 + b^2 = c^2\!\,
โดยที่ c เป็นความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก และ a และ b เป็นความยาวของอีกสองด้านที่เหลือ
ทฤษฎีบทพีทาโกรัสตั้งตามชื่อนักคณิตศาสตร์ชาวกรีก พีทาโกรัส ซึ่งถือว่าเป็นผู้ค้นพบทฤษฎีบทและการพิสูจน์[2][3] แม้จะมีการแย้งบ่อยครั้งว่า ทฤษฎีบทดังกล่าวมีมาก่อนหน้าเขาแล้ว มีหลักฐานว่านักคณิตศาสตร์ชาวบาบิโลนเข้าใจสมการดังกล่าว แม้ว่าจะมีหลักฐานหลงเหลืออยู่น้อยมากว่าพวกเขาปรับให้มันพอดีกับกรอบคณิตศาสตร์[4][5]
ทฤษฎีบทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับทั้งพื้นที่และความยาว ทฤษฎีบทดังกล่าวสามารถสรุปได้หลายวิธี รวมทั้งปริภูมิมิติที่สูงขึ้น ไปจนถึงปริภูมิที่มิใช่แบบยูคลิด ไปจนถึงวัตถุที่ไม่ใช่สามเหลี่ยมมุมฉาก และอันที่จริงแล้ว ไปจนถึงวัตถุที่ไม่ใช่สามเหลี่ยมเลยก็มี แต่เป็นทรงตัน n มิติ ทฤษฎีบทพีทาโกรัสดึงดูดความสนใจจากนักคณิตศาสตร์เป็นสัญลักษณ์ของความยากจะเข้าใจในคณิตศาสตร์ ความขลังหรือพลังปัญญา มีการอ้างถึงในวัฒนธรรมสมัยนิยมมากมายทั้งในวรรณกรรม ละคร ละครเพลง เพลง สแตมป์และการ์ตูน

10 อันดับสัตว์น้ำที่อันตรายที่สุด


10 อันดับสัตว์น้ำที่อันตราย
อันดับที่ 10 ได้แก่ ปลากระเบน (อังกฤษ: Stingrays, Rays, อันดับใหญ่: Batoidea) หมายถึง ปลากระดูกอ่อนจำพวกหนึ่งที่พบได้ทั้งน้ำจืดสนิท น้ำกร่อย และทะเล มีรูปร่างแบนราบ มีท่อน้ำออก 1 คู่ อยู่ด้านหลังของหัว ซึ่งทำหน้าที่ให้น้ำผ่านเข้าทางเพื่อไหลเวียนผ่านเหงือกเพ่อการหายใจ ซึ่งจะไม่ไหลเวียนผ่านปากซึ่งอยู่ด้านล่างลำตัว เหมือนปลากระดูกอ่อนหรือปลากระดูกแข็งจำพวกอื่น หากินบริเวณพื้นน้ำ มีหลายวงศ์ หลายสกุล ขนาดแตกต่างหลากหลายไปตามสกุลและชนิด กระจายไปตามเขตอบอุ่นทั่วโลก เช่น ในวงศ์ปลากระเบนหางสั้น (Potamotrygonidae) มีหางสั้น รูปร่างกลมคล้ายจานข้าว ในวงศ์ปลากระเบนธง (Dasyatidae) รูปร่างค่อนข้างกลม จะงอยปากแหลม หางยาวคล้ายแส้ มีเงี่ยงพิษที่โคนหาง 1 – 2 ชิ้น ที่เมื่อหักไปแล้วสามารถงอกใหม่ได้ ในวงศ์ปลากระเบนไฟฟ้า (Narcinidae และ Torpedinidae) พบในทะเล มีขนาดเล็ก มีรูปร่างต่างไปจากกระเบนชนิดอื่น ๆ และสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อป้องกันตัวและล่าเหยื่อได้ด้วย
อันดับที่ 9 ได้แก่ ปลาไหลมอเรย์ มีอยู่ประมาณ 70 ชนิด ในประเทศไทยพบไม่ต่ำกว่า 13 ชนิด ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเลอันดามัน ในอ่าวไทยพบน้อยมาก รูปร่างของปลาไหลมอเรย์ : ทุกตัวหน้าตาคล้ายกัน รูปร่างเหมือนปลาไหล ลำตัวยาว ผิวหนังเรียบหนา ลื่น ไม่มีเกล็ดปกคลุม ปากกว้าง มีฟันซี่เล็กสำหรับจับเหยื่อไม่ให้ดิ้นหลุดจากปาก ครีบหลัง ครีบหางและครีบก้นเชื่อมติดกัน ไม่มีครีบหู จุดเด่นของปลาไหลมอเรย์ คือ มีอวัยวะใช้รับกลิ่นหนึ่งคู่ที่ปลายปาก เรียกว่า ” Nostril ” มีลักษณะเป็นแท่งเล็กๆยื่นอยู่ตรงปลายปาก 2 แท่ง จมูกพวกนี้ไวต่อกลิ่นมาก โดยเฉพาะกลิ่นคาวแบบต่างๆ เช่น กุ้งบาดเจ็บ ปลาบาดเจ็บ หน้าตาน่ากลัวมีเขี้ยวแหลม อ้าปากเป็นระยะ หลายคนเข้าใจว่า พฤติกรรมดังกล่าวคือการอ้าปากขู่ แต่ความจริงแล้วนั่นคือส่วนหนึ่งของวิธีการหายใจ อาหารของปลาไหลมอเรย์ คือ กุ้งและปู เป็นพวกปลากินเนื้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในปลาล่าเหยื่อสำคัญที่สุดออกหากินเวลากลางคืน จัดเป็นผู้ล่าสัตว์เล็กมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของแนวปะการัง ในเวลากลางวันปลาไหลมอเรย์จะหลบอยู่ตามซอกโพรงโผล่แต่หัวยื่นออกมาเฝ้าระวังเหยื่อหรือศัตรู แม้รูปร่างจะน่ากลัว แต่ปลากลุ่มนี้ไม่ดุร้าย โอกาสที่จะโดนกัด มักเป็นช่วงผสมพันธุ์หรืออยู่ในโพรง เรามองไม่เห็นไปจับข้างโพรง จึงโดนกัด แม้ว่าปลาไหลมอเรย์จะไม่มีเขี้ยวพิษอย่างงูทะเล แต่เมือกในปากก็เป็นพิษอ่อนๆ การป้องกันและรักษา ถ้าพบปลาไหลอย่าเข้าใกล้ อย่าล้วงมือเข้าไปในโพรงหิน หรือซากเรือจม อย่าเล่นกับปลาไหลที่ไม่คุ้นเคย เมื่อถูกกัดจะเกิดบาดแผลลึกจากเขี้ยวของปลา ทำให้เลือดออกมาก และอาจหมดสติได้ ต้องนำผู้ป่วยขึ้นจากน้ำ ห้ามเลือด และรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์โดยเร็ว แผลที่ถูกกัดมักมีขนาดลึกต้องรีบทำความสะอาดแผลให้ทั่วถึง ปลาไหลมอเรย์ ถือเป็นผู้ควบคุมปริมาณสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังโดยมักพบตามหลืบซอกของโครงสร้างปะการัง ถ้าบริเวณใดไม่พบปลาไหลมอเรย์เลยแสดงว่าความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในบริเวณนั้นต่ำโดยเฉพาะกุ้ง ปู
อันดับที่ 8 ได้แก่ สิงโตทะเล หลายๆคนอาจจะคิดว่ามันน่ารักแต่จะมีซักกี่คนที่ชอบทำร้ายมนุษย์ โดยการกัด ฮาฮา
 
อันดับที่ 7 ได้แก่ จระเข้ จระเข้ เป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ในวงศ์ Crocodylidae ชอบอาศัยบริเวณป่าริมน้ำ ผิวหนังแข็งเป็นเกล็ด (osteoderm) ปากยาวและปลายปากนูนสูงขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก เรียกว่า ก้อนขี้หมา หางแบนยาวใช้โบกว่ายน้ำเพราะชอบหากินในน้ำ ในประเทศไทยมี 3 ชนิด คือ จระเข้บึง หรือ จระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis) จระเข้อ้ายเคี่ยม หรือ จระเข้น้ำเค็ม (C. porosus) และ จระเข้ปากกระทุงเหว หรือ ตะโขง (Tomistoma schlegelii)
อันดับที่ 6 ได้แก่ งูทะเล งูทะเล (อังกฤษ: Sea Snake) เป็นชื่อสามัญ (อังกฤษ: Common Name) ที่ใช้เรียก เป็นสัตว์เลื้อยคลานจำพวกงู ที่อาศัยและดำรงชีวิตอยู่ในทะเลตลอดชีวิต ไม่เคยขึ้นมาบนบกเลย ยกเว้นการผสมพันธุ์และวางไข่ในบางชนิด งูทะเลเป็นงูที่อยู่ในวงศ์ย่อย Hydrophiinae และ Laticaudinae งูทะเลทุกชนิดอาศัยอยู่ในทะเลหรือปากแม่น้ำชายฝั่งหมด ยกเว้น ชนิด Hydrophis semperi และ Laticauda crokeri เท่านั้น ที่พบอาศัยอยู่ในทะเลสาบน้ำจืดในประเทศฟิลิปปินส์ งูทะเล ทั่วโลกมีทั้งหมดประมาณ 50 ชนิด[1] พบตั้งแต่มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย เชื่อว่าเป็นงูบกที่พัฒนาการลงมาสู่น้ำ โดยปกติ งูทะเลจะอาศัยอยู่ตามชายฝั่งน้ำตื้นที่อบอุ่น หากินปลาเป็นอาหารหลัก มีรูปร่างคล้ายงูบก แต่มีส่วนที่แตกต่างออกไปคือ เกล็ด บางชนิดมีเกล็ดเป็นมัน บางชนิดมีเกล็ดฝังอยู่ใต้ผิวหนัง ลำตัวลื่นคล้ายปลา หางแบนราบคล้ายใบพาย ซึ่งเป็นวิวัฒนาการใช้สำหรับว่ายน้ำ สีสันลำตัวเป็นปล้อง จึงทำให้จำแนกด้วยตาเปล่าได้ยากว่าชนิดไหนเป็นชนิดไหน โดยทั่วไปงูทะเลมีความยาวเต็มที่ประมาณ 50 – 70 เซนติเมตร แต่ก็มีบางชนิดที่ยาวได้ถึง 2 เมตร และมักอาศัยตามทะเลโคลนหรือทะเลที่มีน้ำขุ่นมากกว่าทะเลน้ำใส[2] ฟันของงูทะเลเป็นเขี้ยวสั้น ๆ ยกเว้นในสกุล Emydocephalus ที่มีฟันแข็งเรียงเป็นแถวหลังเขี้ยวบนกรรไกรบน อาจมีมากถึง 18 ซี่ งูทะเลจะมีชิ้นเนื้อเล็ก ๆ คล้ายฟองน้ำ ซึ่งจะช่วยขวางกั้นไม่ให้น้ำเข้าสู่รูจมูกเมื่อต้องการดำน้ำ รูจมูกของงูทะเลไม่มีอาณาเขตที่แน่นอน แต่จะอยู่สูงกว่างูบก ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าสู่รูจมูกได้โดยง่าย ปอดข้างซ้ายของงูทะเลลดรูปลง ส่วนปอดข้างขวาจะพัฒนาให้ยาวขึ้น ในบางกรณีพบว่ายาวจนถึงรูก้น นอกจากจะมีปอดเอาไว้เพื่อหายใจแล้ว ปอดที่ยาวขึ้นนี้เชื่อว่าจะช่วยทำหน้าที่ช่วยในการหายใจ จึงสามารถเคลื่อนไหวได้ดีในน้ำทะเล เนื่องจากมีการปรับตัวทางด้านร่างกาย ทำให้สามารถเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วไปทางด้านหน้าและด้านหลัง แต่เคลื่อนตัวได้ไม่ดีเมื่ออยู่บนบก งูทะเลสามารถลอยตัวอยู่ที่ผิวหน้าน้ำทะเลได้เป็นเวลานานหลายชั่วโมง งูทะเลส่วนใหญ่เป็นงูพิษ และเป็นงูพิษร้ายแรงด้วย พิษของงูทะเลเป็นพิษที่ทำลายระบบประสาท เช่นเดียวกับงูในจำพวกงูสามเหลี่ยม อาการที่โดนพิษจะออกฤทธิ์ช้ากว่างูบก โดยจะออกฤทธิ์เมื่อถูกกัดไปแล้วนานถึงครึ่งชั่วโมงหรือ 1 ชั่วโมง จึงมักมีผู้ถูกงูทะเลกัดเสียชีวิตบ่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว แต่งูทะเลก็มีศัตรูตามธรรมชาติ คือ นกอินทรี ที่โฉบงูทะเลกินเป็นอาหาร งูทะเลที่พบในประเทศไทยมีหลายสิบชนิด หลายวงศ์ หลายสกุล ชนิดที่ใหญ่ที่สุดคือ งูสมิงทะเลปากดำ (Laticauda laticaudata) ที่มีความยาวได้ถึง 2 เมตร และมีพิษร้ายแรงที่สุด และมีอยู่เพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ไม่มีพิษ คือ งูผ้าขี้ริ้ว (Acrochordus granulatus) โดยคนไทยมักจะเรียกชื่องูเหล่านี้รวมกัน เช่น งูผ้าขี้ริ้ว งูคออ่อน งูแสม งูฝักมะรุม งูชายธง เป็นต้น ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นงูแต่ละชนิดกัน งูทะเลเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเล ส่วนมากหางจะมีลักษณะแบนคล้ายใบพายเพื่อประโชน์ในการว่ายน้ำ ทั่วโลกมีงูทะลอยู่ราว 16 สกุล ประมาณ 50 ชนิด[3] แพร่กระจายอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกและชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย งูทะเลอาจว่ายทวนน้ำเข้าไปในแหล่งน้ำจืด หรือในฤดูฝนอาจว่ายเข้าไปบริเวณปากน้ำที่เป็นน้ำกร่อย เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ส่งผลให้มีปลาเป็นจำนวนมากจึงทำให้งูทะเลชุกชุมในบริเวณดังกล่าว งูทะเลเป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้ายถึงแม้จะอยู่ในฤดูผสมพันธุ์ พวกมันมีพิษเอาไว้เพื่อการป้องกันตัวหรือหาอาหารเท่านั้น การที่คนเราถูกงูทะเลกัดเนื่องจากการเหยียบหรือจับต้องตัวมันขณะที่ติดมากับอวนของเรือประมง
อันดับที่ 5 ได้แก่ Lionfish ปลาสิงโต (Lionfish) เป็นปลาทะเลที่มีพิษ ในวงศ์ Scorpaenidae ภาษาละตินหมายถึง แมงป่อง มีหลายสปีชีส์ ใน 2 จีนัส คือ Pterois และ Dendrochirus มีครีบยาวและแตกแขนงออกมากมาย และมีลวดลายทางสีแดง สีน้ำตาล สีดำ หรือสีขาว อาศัยในทะเลเขตร้อนแถบอินโด-แปซิฟิก ค.ศ. 2003 ถูกพบในแนวปะการังเขตอบอุ่นทางตะวันออกของมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลแคริบเบียน
อันดับที่ 4 ได้แก่ Puffer fish ตามปรกติปลาปักเป้าจะมีสภาพ เหมือนปลา ทั่วไป มีหนามสั้น หรือยาวแล้วแต่ชนิด หากถูกรบกวนจะพองตัวโตขึ้น มีรูปร่างคล้ายลูกโป่ง หรือลูกบอลลูน หรือคล้ายผลทุเรียนลูกกลม ๆมีหนามแหลม ๆ สั้นหรือยาวได้อย่างชัดเจน ทางด้านวิชาการได้จัดแบ่งปลาปักเป้าไว้ 2 วงศ์ ได้แก่Tetraodontidae ลักษณะปลาปักเป้า ในวงศ์นี้ จะมีฟัน 4 ซี่ มีผิวตัวค่อนข้างเกลี้ยง อีกวงศ์หนึ่งเรียกว่า Diodontidae ในวงศ์นี้ มีฟัน 2 ซี่ คล้ายจงอยปากนกแก้ว และมีหนามรอบตัว เห็นได้ชัดเจนกว่าชนิดแรก ในประเทศไทย มีปลาปักเป้าทั้งชนิดที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดและน้ำเค็ม รวมกันประมาณราว 20 ชนิด ปลาปักเป้าทะเล (marine puffer fish) มีชื่อเรียกต่างกันไป ได้แก่toad fish, globe fish, toado , swell fish, porcupine fish และ balloon fish เป็นต้น ปลาปักเป้าทะเลเป็นที่รู้จักดี และคุ้นเคยของชาวประมง ถ้าพบเห็นบนเรือลากอวน เขามักจะทำลายมันทิ้งหรือโยน มันกลับลง ไปในทะเล ในประเทศญี่ปุ่นเรียกปลาชนิดนี้ว่า ” fugu ” เนื้อปลาปักเป้าสดตามภัตตาคารใหญ่ ๆ มีราคาสูงมากเนื่องจากชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานกันมาก เนื้อปลาปักเป้าสดที่จำหน่ายจะต้อง เตรียมโดยผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะเป็นอย่างดีเพื่อลดอันตรายจากพิษของปลาให้มากที่สุด โดยชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคปลาปักเป้าโดยทำเป็นปลาดิบ (Sushi) จนเป็นอาหารประจำชาติญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเป็นที่รู้จัก แม้กระนั้นในช่วง 20 ปี ระหว่างปี ค.ศ. 1955-1975 มีผู้บริโภคเนื้อปลาปักเป้าเป็นพิษรวม 3,000 ราย ในจำนวนนี้ มีผู้เสียชีวิตถึงร้อยละ 51 เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ เนื้อปลาปักเป้าเป็นที่นิยมของชาว ญี่ปุ่นก็คือเนื้อปลามีรสชาติที่วิเศษ หวาน กรุบ และอร่อยดี สำหรับประเทศไทย มีผู้ได้รับพิษ จากการ บริโภคปลาปักเป้าทั้งชนิดน้ำจืด และชนิดน้ำเค็ม ซึ่งมีรายงานทางการแพทย์บ้างเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะรายงานผู้ป่วยในภาคอีสาน ชาวบ้านจะนำปลาปักเป้าที่จับได้จาก หนองน้ำ ลำธาร มาต้มหรือย่าง และแบ่งรับประทานกัน
อันดับที่ 3 ได้แก่ Stonefish หลายคนบอกว่าปลาหินเป็นผู้ร้ายอันดับหนึ่งของแนวปะการัง เพราะพวกเขาไม่เพียงมีพิษ แต่ยังพรางตัวกลมกลืนกับพื้น ดูเท่าไหร่ก็แยกแทบไม่ออก แต่ถ้าเราไปโดนเข้า รับรองปวดจนน้ำตาไหล บางชนิดถึงขั้นไปสวรรค์ง่ายๆ ปลาหินอยู่ในครอบครัว Scorpaenidae พวกเดียวกับปลาสิงโตและปลามังกร เท่าที่ผมค้นเจอ มีรายงาน 388 ชนิดใน 45 สกุล ถือว่าเป็นกลุ่มปลาที่มีความหลากหลายสูงมาก แถมพวกเขาหลายชนิด ยังมีความเปลี่ยนแปลงของสีและรูปร่าง ทำให้แยกชนิดยากขึ้นไปอีก จุดเด่นของปลาครอบครัวนี้คือหัวโต ปากกว้าง ตาโต ส่วนใหญ่มีติ่งเนื้ออยู่ตามตัว ที่สำคัญคือพวกเขามีก้านครีบที่มีพิษ (เกือบทุกชนิด) ครีบที่แน่ๆว่ามีพิษคือครีบหลัง ครีบก้น และครีบท้อง พิษพวกนี้อยู่ในก้านครีบ จะไหลออกมาเมื่อหนังตรงนี้ฉีกขาด บางชนิดถึงขั้นมีต่อมพิษอยู่ใต้ก้านครีบ เมื่อก้านครีบโดนกด พิษจะไหลออกมาเข้าแผล พวกนี้มักมีพิษรุนแรงและมากเป็นพิเศษ พิษของปลาหินมีไว้เพื่อใช้ในการป้องกันตัว ไม่ได้มีไว้สังหารเหยื่อมากิน เทคนิคล่าเหยื่อของพวกเขาคือรออยู่เงียบๆ เมื่อปลาหรือสัตว์เล็กเข้ามาใกล้โดยไม่ระวังตัว ปลาหินจะจัดแจงอ้าปากให้กว้างแล้วฮุบพรวดเดียว เหยื่อไม่มีเหลือ อย่างดีก็เหลือแต่หางปลายื่นออกมานอกปาก
 
อันดับที่ 2 ได้แก่ Tiger Shark ฉลามเสือ (Tiger shark) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Galeocerdo cuvier ฉลามเสือเป็นฉลามน้ำอุ่นที่อพยพเเละออกลูกเป็นตัวชนิดเดียวในวงศ์ Galeocerdo ฉลามเสือเป็นนักล่าขนาดใหญ่ที่อาจจะยาวได้ถึง 5เมตรซึ่งทำให้มันเป็นหนึ่งในฉลามขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งโดยปรกติเเล้ว มันจะโตเต็มวัยเมื่อมีความยาวประมาณ 2-3เมตร ฉลามเสือนั้นสามารถพบได้ในทะเลเขตร้อนทั่วไป ซึ่งพบมากในมหาสมุทรเเปซิฟิกตอนกลาง ฉลามเสือนั้นจะอยู่ในเส้นศูนย์สูตรตลอดฤดูหนาว เเละมักจะอยู่ในน้ำลึกที่บางทีอาจจะลึกได้ถึง 900เมตร เเต่บางครั้ง ฉลามเสือก็สามารถพบได้ในที่ไกลๆเช่น มหาสมุทรเเปซิฟิกตะวันตก, ญี่ปุ่นเหนือหรือนิวซีเเลนด์ ชื่อของฉลามเสือนั้นได้มาจากลายข้างตัวที่มีลักษณะเหมือนเสือซึ่งจะจางลงเมื่อโตขึ้น ฉลามเสือนั้นได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่อันตรายต่อมนุษย์ที่สุดถึงเเม้ว่าจำนวนการโจมตีของมันนั้นจะต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ ฉลามเสือเป็นฉลามที่โจมตีเเละฆ่าคนบ่อยเป็นอันดับที่สองรองจากฉลามขาว เพราะความที่ฉลามเสือชอบว่ายน้ำไปในปะการังตื้น, ท่าเรือเเละลำคลองเพื่อตามล่าเหยื่อนี้เองที่เป็นสาเหตุของการโจมตี ถึงเเม้ว่าฉลามเสือจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ มันก็ยังได้รับสถานะเสี่ยงต่อการใกล้สูญพันธุ์ด้วยเหตุผลมาจากการล่าหูฉลาม, การประมงที่เกินพอดีเเละการล่าเอาตับที่มีไวตามิน Aสูง ฉลามเสือนั้นเป็นนักล่าสันโดษชั้นยอดที่ส่วนมากจะหากินตอนกลางคืน อาหารของมันนั้นมีหลากหลาย เช่น สัตว์กระดอง, ปลา, เเมวน้ำ, นก, ฉลามขนาดเล็กกว่า, หมึก, เต่า, งูทะเล, พะยูน, หอย, กระเบน, ซากวาฬหรือตัววาฬเองเเละโลมาซึ่งจะหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำไปในพื้นที่ๆมีฉลามเสืออยู่ นอกจากนี้ ฉลามเสือยังได้ชื่อว่ากินทุกอย่างเเม้กระทั่งฉลามเสือด้วยกันอีกด้วย ของเเปลกๆที่หาพบได้ในท้องฉลามเสือนั้นได้เเก่ ทะเบียนรถ, กระป๋องน้ำมัน, ยางรถยนต์เเละลูกเบสบอล เพราะการกินไม่เลือกหน้าของมันที่เองที่ทำให้ฉลามเสือได้ชื่อว่า “ถังขยะ” ฉลามเสือเป็นฉลามที่กัดเเล้วไม่ว่ายจากไปเหมือนอย่างที่ฉลามขาวทำ ฉลามเสือนั้นปรกติจะยาวประมาณ 3-4.2เมตร เเละหนัก 385-635กก. เเต่บางครั้งตัวผู้สามารถยาวได้ถึง 4.5เมตรเเละตัวเมีย 5.5เมตร ซึ่งบางทีก็สูสีกับฉลามขาวเลยทีเดียว ฉลามเสือที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีบันทึกมานั้นเป็นตัวเมียที่ถูกจับเมื่อปี 2500 ซึ่งยาว 7.4เมตรเเละหนัก 3110กก. สีของฉลามเสืออาจจะมีไปตั้งเเต่ฟ้าจนถึงเขียวอ่อน เเละท้องสีขาวหรือเหลืองอ่อน ลายเสือของฉลามเสือนั้นจะเห็นได้เด่นชัดที่สุดในตัวลูกเเละจะจางลงเมื่อโต ฉลามเสือมีหัวรูปลิ่มซึ่งช่วยให้มันหมุนตัวได้เร็ว ร่างกายส่วนบนของฉลามเสือนั้นประกอบไปด้วยรูเล็กๆที่ช่วยในการตรวจจับสนามไฟฟ้า นอกจากนี้ มันยังมีเส้นข้างลำตัวที่ช่วยในการตรวจจับความเคลื่อนไหวเเละกระจกตาที่ช่วยในการมองเห็น การปรับตัวทั้งหมดนี้ช่วยให้ฉลามเสือสามารถหาอาหารในความมืดเเละตรวจจับเหยื่อที่ซ่อนอยู่ ได้ ฉลามเสือยังมีครีบยาวที่ช่วยในการทรงตัวในขณะที่ว่ายน้ำ เเละครีบหางบนที่ยาวนั้นก็ช่วยเพิ่มสปีดในการว่ายน้ำของมัน ฟันของฉลามเสือนั้นถูกออกเเบบมาเพื่อตัดผ่านเนื้อ, กระดูกเเละของเเข็งๆอย่างกระดองเต่า ซึ่งฟันของฉลามเสือนั้นจะงอกออกมาทดเเทนฟันที่หลุดไปเรื่อยๆ
อันดับที่ 1 ได้แก่ Box Jellyfish แมงกะพรุนกล่อง (box jellyfish) ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักจะสร้างพิษอันทรงพลังอย่างน่าสะพรึงกลัวเพื่อให้เหยื่อ เช่น ปลา หรือ กุ้งหมดสติหรือเสียชีวิตทันทีเพื่อไม่ให้การดิ้นรนหลบหนีของเหยื่อสร้างความเสียหายให้กับหนวดที่แสนบอบบางของมัน พิษของแมงกะพรุนกล่องถือว่าเป็นหนึ่งในพิษที่เป็นอันตรายที่สุดในโลกซึ่งมีพิษในการโจมตีหัวใจ ระบบประสาท และเซลล์ผิวหนัง พิษนี้จะสร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส มีรายงานว่าเหยื่อที่เป็นมนุษย์จะเกิดอาการช็อคและจมน้ำหรือเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวก่อนที่จะขึ้นถึงฝั่งด้วยซ้ำ ผู้รอดชีวิตจะมีอาการเจ็บปวดอยู่หลายสัปดาห์และมักจะมีความหวาดผวาอย่างมากในบริเวณที่สัมผัสกับหนวดแมงกะพรุน แมงกะพรุนกล่องมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตัวต่อทะเล หรือนักพ่นพิษแห่งท้องทะเล มักอาศัยอยู่ในน้ำตามแนวชายฝั่งของออสเตรเลียตอนเหนือและทั่วอินโดแปซิฟิก มีสีฟ้าอ่อน โปร่งใส และได้ชื่อนี้มาจากรูปร่างที่เหมือนลูกบาศก์ มีหนวดมากถึง 15 เส้นที่งอกออกมาจากแต่ละมุมของช่วงตัวและสามารถยืดยาวได้ถึง 10 ฟุต (3 เมตร) หนวดแต่ละเส้นจะมีเซลล์พิษอยู่ประมาณ 5,000 เซลล์ซึ่งไม่ได้ถูกกระตุ้นโดยการสัมผัสแต่โดยการพบสารเคมีจากชั้นผิวภาพนอกของเหยื่อ แมงกะพรุนกล่องเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาอย่างก้าวไกลกว่าแมงกะพรุนทั่วไป ด้วยการพัฒนาความสามารถในการเคลื่อนที่มากกว่าการล่องลอยโดยการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วถึงสี่น็อตท่ามกลางทะเล แมงกะพรุนกล่องมีดวงตาเกาะกลุ่มกันหกกลุ่มอยู่บนทั้งสี่ด้านของลำตัว แต่ละกลุ่มจะมีดวงตาหนึ่งคู่ซึ่งมีเลนส์ตา เรตินา ตาดำและแก้วตาที่มีประสิทธิภาพสูง แม้ว่าจะไม่มีระบบประสาทส่วนกลาง นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจว่าแมงกะพรุนพวกนี้มีกระบวนการในการมองเห็นอย่างไร
แหล่งที่มา>>>http://www.toptenthailand.com/display.php?id=3203

Meme คืออะไร?

Meme คืออะไร? ว่ากันง่าย meme คือสิ่งที่กระจายไปทั่วอินเตอร์เน็ตไปอย่างแพร่หลายและมีการใช้กันโดยทั่ว ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งรูปภาพ วีดีโอ ชื่อ คำพูด วลี หรือประโยคใดก็แล้วแต่ โดยตามหลักแล้วมันคือการแพร่กระจายจากคนสู่คนโดยผ่านทางสื่อออนไลน์ต่างนั่นเอง

แล้วมันต่างจาก viral ตรงไหน? ความต่างระหว่าง viral กับ meme อยู่ตรงที่ viral นั้นจะจบอยู่แค่การส่งต่อ แต่ meme นั้นจะหมายถึงการทำซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น คลิปครูเขวี้ยงบีบี (เบอร์เกอร์คิง) นั้นเป็น viral video ที่มีคนส่งต่อกันเป็นทอดเท่านั้นแต่ไม่มีการทำซ้ำแต่อย่างใด แต่ในขณะที่ Getdown หรืออย่าง Nyancat (ที่เราได้เคยพูดถึงไปแล้ว) นั้นนอกจากมีการส่งต่อแล้วยังเกิดการทำซ้ำโดยเน้นความสนุกสนานเป็นสำคัญ

ที่จริงแล้ว ประเทศไทยของเราเองก็มี meme ยอดนิยมมากมาย ทั้งเป็นของตัวเองบ้าง เอาของคนอื่นมาเล่นบ้าง ยกตัวอย่างเช่น "มั่นใจว่าคนไทยเกินล้านคน..." (Facebook) / "ถ้ายูจิโร่สู้กับ..." "ยาราไนก้า" (บอร์ดการ์ตูน) / "จนกระทั่งธนูปักที่เข่า" (Skyrim) เป็นต้น

ที่จริงแล้ว Internet Meme เองก็ไม่ได้จบอยู่แค่มุขตลกบนอินเตอร์เน็ตเสมอไป หลาย ๆ ครั้งเราก็เห็นมันโด่งดังและมีอิทธิพลจนมาถึงโลกแห่งความจริง ไม่ว่าจะเป็น Rage Comic (4chan/reddit กระจายว่อนไปทั่วโลกอินเตอร์เน็ต) , Hachune Miku (จากคลิป Nico Nico Douga ได้รับความนิยมไปใช้กันต่อเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รับการยอมรับเป็นตัวละคร Official) หรือแม้กระทั่ง Planking (กระแสฮิตจากอินเตอร์เน็ตจนฮิตไปทั้งโลก) เองก็ตาม


และก็เชื่อว่าในไทยเองก็จะต้องได้รับกระแสจาก meme มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นแน่ เพราะหากเทียบกับสมัยก่อน คนที่รู้เรื่องของ meme จะมีเฉพาะชาวอินเตอร์เน็ตขาประจำส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ในปัจจุบันนี้ อินเตอร์เน็ตเข้าถึงทุกคนได้ง่ายดายขึ้น รวมถึงเรายังมี Social Network ที่สามารถแชร์ทุกสิ่งทุกอย่างได้ง่ายได้

โดยรวมแล้ว Internet Meme เกิดมาเพื่อสร้างความบันเทิงให้ ทุกคนอย่างทั่วถึงอยู่แล้ว ถึงแม้หลาย ๆ มีมจะไม่มีเจ้าของลิขสิทธิ์แน่ชัด เพราะมันเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจและไม่สามารถหาตัวเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ ชัดเจนได้ แต่มีกฏที่ผู้ใช้ทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจแล้ว ก็คือการให้ความเคารพต่อมีมและใช้มันอย่างถูกต้อง ถูกความหมาย เพื่อให้เกียรติแก่ผู้คิดค้น (ที่แม้เราจะไม่รู้ว่าเป็นใครก็ตาม)

เพราะถ้าไม่มีพวกเขาแล้ว โลกอินเตอร์เน็ตคงเงียบเหงาน่าดู
อนึ่ง หากอยากรู้จัก meme จากทั่วโลกมากขึ้นลองเข้าไปที่เว็บไซท์ knowyourmeme.com ได้เลย

ข้อมูลจาก http://fuse.in.th/blogs/trend/4275

Touhou คืออะไร?

โทวโฮว 東方 (ตะวันออก) (ในไทยนิยมเขียนแค่ โทโฮ) คือเกมชูตติ้งที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดย ZUN (ชื่อจริง : โอตะ จุนยะ)
(ตามหลักแล้วควรเขียนว่า Touhou และมักถูกย่อเป็น Toho ซึ่งที่จริงเหนือตัว o ต้องมีขีดด้วย (ō) เพื่อแสดงว่าให้รู้ว่าเป็นเสียงยาว)
(แต่ด้วยข้อจำกัดด้านการแสดงผล ทำให้หลายครั้งมักถูกเขียนง่ายๆว่า Toho ไปเลย แต่ในบล็อกนี้จะเน้นใช้ Touhou เป็นหลัก)



โดยอาจพูดได้ว่า เกือบทั้งเกมนั้นเกิดจากฝีมือของเขาเพียงคนเดียว
งานประจำของเขาคือการเป็น 1 ในทีมงานสร้างเกมของค่าย Taito
และงานอดิเรก(?)ของเขาก็คือ การสร้างโทโฮนั่นเอง

โทโฮเป็นเกมแนว Shooting ที่อาจกล่าวได้ว่าโด่งดังมากถึงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา และถูกเล่นโดยผู้คนมากมายหลายประเทศ
และไม่ว่าจะถูกนำไปเล่นที่ใด ก็สามารถตรึงใจของผู้เล่นจนเป็นที่นิยมได้เสมอ
นอกจากนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจและแม่แบบให้กับเกมชูตติ้งยุคใหม่ในปัจจุบันอีกด้วย
อาจกล่าวได้ว่าทั้งตัวเกมและผู้สร้างนั้น มีผลสะเทือนวงการในวงกว้างเลยทีเดียว

จุดเด่นของโทโฮ คือ
- ภาพ 2 มิติกับฉาก 3 มิติที่ลงตัวอย่างสวยงาม ทั้งดอกไม้ร่วงโรย หิมะโปรยปราย ประกายแสงระยิบระยับ
หมอกสดับลับตา และที่สำคัญก็คือ...กระสุนมากมายที่สวยงามราวกับเทศกาลดอกไม้ไฟ
- เนื้อหาที่ดุเดือดชวนติดตาม และยังมีมุขตลกอยู่ตลอดทาง
ไปจนถึงจุดกำเนิดของเรื่องวุ่นวายที่แสนจะง่ายดายเพราะความเอาแต่ใจของตัวละครแต่ละตัว
- ตัวละครที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่น่าสนใจ
นอกจากนี้แต่ละคนก็มี "ความสามารถ" ที่แข็งแกร่งยากจะคาดเดาอยู่เสียด้วย
- การเล่นคำ การใช้ศัพท์โบราณ และการอ้างอิงเนื้อหาจากแหล่งต่างๆอย่างน่าอัศจรรย์
ผู้เล่นจึงได้รับทั้งสาระ ความรู้ และความบันเทิงในเวลาเดียวกัน
- ระบบของตัวเกมอันหลากหลาย แต่ไม่ซับซ้อนจนยากเกินจะเข้าใจ
เมื่อใช้ประโยชน์จากระบบได้ดี ก็สามารถเล่นได้อย่างสนุกยิ่งขึ้น
- และที่ขาดเสียมิได้ก็คือ เพลงที่ถูกแต่งขึ้นมาอย่างไพเราะยิ่ง และไม่ใช่แค่ไพเราะเท่านั้น
แต่ยังบรรเลงได้เข้ากับฉาก ตัวละคร เรื่องราวที่กำลังดำเนินไป และกระสุนที่ถูกสาดออกมาด้วย !

ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้โทโฮกลายเป็นเกมที่มีจำนวนภาคเยอะมาก ถึงขนาดได้รางวัลจากกินเนสบุ๊คเลยทีเดียว
นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นเกมชูตติ้งที่ถูกนำมาเขียนเป็นโดจินเยอะที่สุดในโลก และมีเพลงโดจินเป็น Arrange / Remix อัลบั้มมากที่สุดในโลกอีกด้วย
และยังเป็นที่นิยมจนมีงานเทศกาลโดจินประจำปีเป็นของตัวเองที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ Comic Market เลยทีเดียว
และยังมีงานเล็ก (ประมาณ 50-500 เซอร์เคิล) อีกหลายงานในระหว่างปีนั้นๆ
และทำสถิติสุดยอดด้วยการเขมือบพื้นที่งาน Comic Market ครั้งที่ 75 ไปถึงครึ่งงาน
เรียกได้ว่าไม่เคยมีการ์ตูนหรือเกมใดที่ทำได้ขนาดนี้มาก่อนเลยทีเดียว

นอกจากนี้ Touhou Project นั้นยังได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมัลติมีเดียเผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่นครั้งที่ 11
โดย Touhou Project นั้นแม้จะไม่สามารถชิงรางวัลชนะเลิศสูงสุดมาได้ แต่ก็สามารถชิงรางวัลขวัญใจผู้โหวตมาได้ ร่วมกับผลงานอีก 4 อย่าง
โดยหนึ่งในสี่นั้นคือ สุดยอดนวัตกรรมเครื่องเล่นเกม Wii
การที่ Touhou Project ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาด้วยตัวคนเดียว สามารถยืนเทียบเคียงกับ Wii ได้นั้น มันช่างเหนือคำบรรยายจริงๆ !

ข้อมูลจาก http://sabre.exteen.com/20080124/touhou

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แนะนำตัว...

(ugly face ever... - -)

ชื่ิอ: เด็กหญิง นิติรัตน์ เอี่ยมทุเรียน 
ชื่อเล่นๆ : อีฟ
ชั้น ม.2/1 เลขที่ 23
วิชา: คอมพิวเตอร์พื้นฐาน
Status: เพื่อนไม่คบ //Forever Alone~

Contact me
 Facebook: Nitirat Aimthurain
Deviantart: Aimturein